Connect with us

Hi, what are you looking for?

บทความบันเทิง

การผจญภัยของ ‘เซ้นต์ ศุภพงษ์’ บนเส้นทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและการเรียนรู้

การใช้ชีวิตก็เปรียบเสมือนการเดินทาง ที่ต้องผ่านทั้งเส้นทางที่ราบรื่นและเส้นทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรค ‘เซ้นต์ ศุภพงษ์’ จะพาทุกคนเดินทางผ่านทะเลทรายแบบ #LostandFound ไปกับเขา เพื่อตามหาโอเอซิสในปลายทางของตัวเอง แม้ว่าระหว่างทางจะต้องเจอกับเรื่องไม่คาดคิดและบางครั้งอาจจะต้องแวะข้างทางอยู่บ้าง แต่สิ่งเหล่านั้นถือเป็นการเรียนรู้และประสบการณ์ที่ล้ำค่า

รู้จักเซ้นต์ในบทบาทของนักเดินทาง และค้นหาโอเอซิสไปพร้อมกันได้ที่ madan.fun

เซ้นต์ ศุภพงษ์

ร่วมงานกับ madan.fun ครั้งแรก รู้สึกอย่างไรบ้าง

เซ้นต์: รู้สึกดีใจครับ จริง ๆ ได้มีโอกาสได้ติดตาม madan มาตั้งแต่แรก ๆ เลยครับ วันนี้มีโอกาสได้มาทำงานกับ madan ก็รู้สึกดีใจมากครับ วันนี้เป็นคอนเซ็ปต์ที่แปลกใหม่เหมือนกัน คอนเซ็ปต์วันนี้เกี่ยวกับการเดินทางของคนคนหนึ่งที่เขาเดินทางอยู่ในทะเลทราย และทะเลทรายก็เปรียบเสมือนอุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เราได้เดินทางไปเรื่อย ๆ และได้เรียนรู้การเดินทาง จนวันหนึ่งเราไปพบกับแหล่งน้ำโอเอซิสที่เราตามหา

หากเปรียบชีวิตเป็นการเดินทาง จะเปรียบเป็นการเดินทางแบบใด

เซ้นต์: เป็นทริปแบบไหนเหรอ ผมรู้สึกว่า ถ้ามันคือถนนนะ มันเป็นถนนที่บางครั้งมีความคดเคี้ยว บางครั้งก็เป็นทางตรง ผมรู้สึกว่าชีวิตคนเรามันจะมีอะไรที่แบบว่า บางเรื่องสำหรับบางคนอาจไม่ใช่เรื่องที่เขารู้สึกว่ามันหนักอะไรเลยนะ แต่มันอาจจะเป็นเรื่องซีเรียสของเราก็ได้ มันเลยมีเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาแล้วทำให้เรารู้สึกว่า เราเดินทางกับมัน เราสู้กับมัน เราตามหาความฝัน จนวันหนึ่งที่เราเดินมาถึงจุด ๆ นี้ อาจจะยังไม่ถึงฝันที่เราวางไว้หรอก แต่ว่ามันก็เป็นการเดินทางที่ยาวไกล แล้วเรารู้สึกดีใจที่เราได้เดินบนเส้นทางนี้
Madan: เส้นทางนี้มีความแอดเวนเจอร์มากไหม
เซ้นต์: แอดเวนเจอร์อยู่ครับ ผมรู้สึกว่าชีวิตผมแอดเวนเจอร์อยู่นะ ตั้งแต่อยู่ตราดจนมาอยู่กรุงเทพฯ เอง ในด้านธุรกิจเอง ในด้านการแสดงเอง ก็ค่อย ๆ แอดเวนเจอร์ขึ้นมาเรื่อย ๆ เพราะหลาย ๆ อย่าง จริง ๆ แอดเวนเจอร์มันเกิดจากความไม่รู้ด้วยแหละ เพราะทุกอย่างเนี่ยครับ เรารู้สึกว่า เราไม่รู้ว่าสิ่งนี้มันทำยังไง มันเป็นยังไง แต่เราเรียนรู้มันนี่แหละครับ แอดเวนเจอร์คือการต่อสู้เรียนรู้กับมัน ส่วนหนึ่งเรารู้สึกว่าเราเริ่มเข้าใจมันมากขึ้น แม้แต่วันนี้การแอดเวนเจอร์ก็ยังเกิดขึ้นนะ มันยังไม่ใช่การแอดเวนเจอร์ที่เกิดขึ้นแบบเราคล่องมาก แต่มันคือการที่เติมเต็ม เหมือนกับน้ำแก้วนึงที่เราค่อย ๆ เติมไปเรื่อย ๆ

มองตัวเองเป็นนักเดินทางแบบไหน ระหว่างเดินทางตามแผนเพื่อไปหาเป้าหมาย หรือ แวะหาสถานที่ใหม่ ๆ ระหว่างเดินทาง

เซ้นต์: ผมเป็นคนทั้งสองแบบเลย เพราะเราจะวางแพลนทุกอย่างเอาไว้ เป็นคนที่ชอบวางแผน นู่น นี่ นั่น เราจะวางแผนเอาไว้หมดเลย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในสิ่งที่เราเดินตามแพลนมันจะทำให้เราได้เจออะไรใหม่ ๆ ตลอดเวลา ทำให้เราเลี้ยวซ้ายไปเพื่อเรียนรู้สิ่งหนึ่งและเลี้ยวขวาไปเพื่อไปเรียนรู้อีกสิ่งหนึ่งบ้าง ผมรู้สึกว่ามันการผสมระหว่างสองเส้นทางนี้อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว
Madan: ระหว่างที่เราแวะข้างทาง เราเอนจอยกับมันขนาดไหน
เซ้นต์: เอนจอย ผมเอนจอยกับทุกอย่างเลย เพราะว่าอย่างสมมติว่า การที่เป้าหมายของผมนะตอนที่ผมมาเทรนด์ที่กรุงเทพฯ ณ จุด ๆ นั้นตอนมัธยม 3 เราคิดตั้งแต่ว่าเราจะเรียนโรงเรียนที่มีค่าสถิติว่านักธุรกิจเรียนจบมามากที่สุด เราอยากเป็นนักธุรกิจ เราอยากโตมาทำธุรกิจ แต่ใครจะรู้ว่าการเดินทางของเรามันอาจจะทำให้ได้เจอกับสิ่งที่เรารักมากขึ้น อย่างการแสดงอย่างเนี่ย ในช่วงที่รู้จักใหม่ ๆ เราไม่ได้รู้สึกรักเขาขนาดนี้ เราไม่ได้รู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของเราขนาดนี้ แต่เมื่อในวันหนึ่งที่ได้เรียนรู้ เรารู้สึกรัก รู้สึกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของเรา รู้สึกว่าเราชอบ เป็นสิ่งที่เราอยากพัฒนา อยากถ่ายทอดมัน เนี่ยอะครับ มันก็คือระหว่างทางที่เราเอนจอยกับมันมาก เหมือนหนังสือเล่มนึงอะครับ เรารู้สึกว่าเราอยากทำธุรกิจ แต่เราไปเจอส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ที่เขียนเอาไว้ว่าตลาดหุ้น การลงทุนต่าง ๆ เราก็เอนจอยกับเขา เราก็รู้สึกชอบ มันก็มีสิ่งที่มันเกิดใหม่ขึ้นเยอะแยะอะครับ บางครั้งบางสิ่งเรารู้สึกว่า เราก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเราจะไปรักจะไปชอบในสิ่งนี้ แต่วันนึงเราก็รักเขา เราชอบเขา อยากทำให้มันดีขึ้นเรื่อย ๆ
Madan: แสดงว่าเซ้นต์เป็นคนที่วางแพลนชัดเจนมาตั้งแต่เด็ก
เซ้นต์: เป็นคนวางแพลนทุกอย่างเลยครับ ที่ชัดเจน อยากจะทำทุกอย่างที่ชัดเจน แต่เราแค่รู้สึกว่าเราไม่ปิดรับโอกาสที่วันนึงมันเข้ามา เพราะข้อนึงสิ่งที่มันสำคัญมาก ๆ อะครับที่เรารู้สึกว่า เราไม่รู้ว่าเราพลาดสิ่งนี้ไปแล้ว เราไม่ได้ทำสิ่งนี้แล้ว มันจะกลับมาอีกหรือเปล่า ก็คือคำว่าโอกาส
Madan: เรื่องการแสดงเป็นโอกาสที่เข้ามาหรือเป็นสิ่งที่เซ้นต์แพลนไว้ตั้งแต่เด็ก
เซ้นต์: จริง ๆ เริ่มต้นจากว่าเราได้รับโอกาสก่อน เราได้รับโอกาสแล้วเรารู้สึกว่าเราสนใจตรงนี้ มันเลยทำให้เกิดการแพลนขึ้น มันก็เป็นโอกาสนึงครับ ณ จุด ๆ นั้นที่เรารู้สึกโชคดีนะ ที่ตอนนั้นเรามีโอกาสได้เรียนรู้เขา ได้พัฒนาตัวเอง และสิ่งที่สำคัญคือว่าเมื่อเราโชคดี ได้รับโอกาสแล้วเราก็ต้องทำโอกาสนี้ให้มันดีที่สุดให้ได้ 

เซ้นต์ ศุภพงษ์

จุดที่เซ้นต์รู้สึกรักการแสดง

เซ้นต์: จริง ๆ ตั้งแต่เล่นซีรีส์เรื่องแรกเลยครับ มันคือการเรียนรู้อะ แล้วมันก็แบบผมก็แค่รู้สึกว่า เราผูกพันกับตัวละคร เราอยากถ่ายทอดเขา เราอยากเล่าเรื่องเขาให้กับทุกคนฟัง ข้อนึงผมอยากนิยามว่าผมคือเพื่อนสนิทของตัวละครนั้น ผมจะชอบแบบคุยกับเขาด้วยนะ เรารู้สึกว่าเราเป็นคนที่โชคดีที่ได้นำเสนอเรื่องราวของเขา วันนึงก็รู้สึกรักที่จะได้เล่าเรื่อง เริ่มจากการที่เราเป็นคนรักในการเล่าเรื่องก่อนครับ แล้วเรารู้สึกว่าเรื่องราวของคนคนนึงบางที่มันเปลี่ยนชีวิตของใครบางคนได้เลยนะ มันอาจจะเป็นชีวิตของคนที่สามารถส่งความรัก ส่งความสุขให้กับคนอื่นได้ แล้วเราก็อยากจะเป็นคนนั้นอะที่มีโอกาสได้ส่งความรัก แต่การที่เราจะมีโอกาสได้ส่งความรัก เราก็ต้องพัฒนาตัวเอง ในการฝึกถ่ายทอดเรื่องราวของเขา เหมือนการพูดอะครับ เราอาจจะเคยเป็นคนพูดไม่เก่งเลยก็ได้นะ แต่ว่าพูดทุกวัน พูดเรื่อย ๆ เราจะรู้เทคนิคการพูด การใช้เสียง เราจะรู้ส่วนต่าง ๆ ของการใช้เสียง มันก็เป็นการแสดงครับ เราก็เรียนรู้จนวันนึงเรารู้สึกว่าเรารัก เราอยากที่จะทำ ทำมันไปเรื่อย ๆ ส่วนตัวผมไม่ได้เริ่มจากการเรียนการแสดงมาขนาดนั้น เราเริ่มต้นจากการเวิร์กช็อป แล้วเราก็เล่นเลย มันเลยทำให้เรารู้สึกว่าช่วงแรกเราอาจจะยัง งง ๆ อยู่ แต่เมื่อเราสัมผัสเขา เราเรียนรู้เขา เราอยากจะพัฒนา เราอยากจจะเติบโต และเราก็รักเขาเป็นอย่างวันนี้

เซ้นต์เคยหลงทางบ้างไหม

เซ้นต์: เราเคยหลงทางบ้างไหม คือผมไม่รู้ว่าบางส่วนของเราเรียกว่าหลงทางหรือเปล่า แต่ส่วนตัวผมรู้สึกว่าในส่วนที่ผมแวะไปซ้ายแวะไปขวาเนี่ย ผมไม่ได้เรียกว่าหลงทาง แต่มันคือเขาเรียกว่าพรหมลิขิตหรือเปล่า หรือมันคือความบังเอิญที่ทำให้เราได้เจอสิ่ง ๆ นี้ และบางครั้งทำให้เรารู้สึกว่าเราดีใจที่เราได้หลงทางไปชอบทำสิ่งนี้ ไปรู้สึกดีกับสิ่งนี้ หรือว่าหลงทางได้เรียนรู้กับสิ่งนี้ อย่างสมมติว่าการที่ผมได้มาทำค่ายอาสาเนี่ย หลาย ๆ คนจะรู้ว่าผมทำค่ายอาสา มันก็คือการที่เพื่อนชวน พอเราได้ทำมันเราก็รักมัน เราก็มีความสุขกับมัน เราชอบเป็นผู้ให้ อย่างเงี้ย เรารู้สึกว่าเราดีใจนะ ที่เราได้มีโอกาสแวะซ้ายแวะขวาบ้าง แต่ในสิ่งที่เราตั้งใจและเป็นเป้าหมาย เราก็ยังตั้งใจทำมันให้ดี แค่เราอาจจะมีหน้าที่มากขึ้น การใส่หมวกมากขึ้น จากการที่เราเปรียบเสมือนหน้าที่นึงคือการใส่หมวก เราอาจจะมีหมวกหลายใบที่ไม่ใช่หมวกใบเดียว แต่ขึ้นอยู่กับหน้าที่นั้นเราจะหยิบหมวกใบไหนขึ้นมาใส่

เซ้นต์ ศุภพงษ์

การเดินทางของเซ้นต์เคยเกิดอุบัติเหตุหรืออุปสรรคอะไรมาเข้ามารบกวนเส้นทางบ้างไหม

เซ้นต์: ผมว่าทุกคนมีอยู่แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่มันสำคัญว่า เราจะเรียนรู้กับเขายังไง เราจะมองว่าสิ่งนี้มันเป็นอุปสรรคที่ทำให้เราไม่โอเค แย่ ชีวิตแย่ลงหรือว่ายังไง หรือเราจะมองมันว่ามันคืออุปสรรคที่เกิดขึ้นทำให้คุณแข็งแกร่งและได้เรียนรู้ แล้วเติบโตขึ้น แบบนี้มากกว่า มันมีครับ มันเกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่เราแค่รู้สึกว่า เราเห็นข้อดีที่อยู่ในข้อเสียเหล่านั้น มันทำให้เราเก่งขึ้น มันทำให้เราพัฒนาขึ้น มันทำให้เราอดทนกับอะไรบางอย่างได้มากขึ้น อย่างสิ่งที่เราผ่านมาจนถึงวันนี้แล้ว เมื่อเราหันหลังกลับไปดู หรือไปมองแล้วรู้สึกว่า ‘เฮ้ย ผ่านมาได้ยังไงอะ’ มองตรงนี้ยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่หนักเลยอะ หรือบางครั้งเราอาจจะมองเรื่องนี้ว่า ‘เฮ้ย มันหนักขนาดนั้นเลยเหรอ’ ตอนนี้เรารู้สึกว่ามันเบ๊าเบา ถ้าคิดถึงว่ามันเป็นความทรงจำมันก็เป็นแบบเป็นความทรงจำนึงที่ดีเหมือนกันนะ

สิ่งที่ทำให้เซ้นต์เดินทางข้ามผ่านจุดนั้นหรืออุปสรรคเหล่านั้นมาส่วนใหญ่คืออะไร ตัวเรา เพื่อน สังคมรอบข้าง หรือการอดทน

เซ้นต์: ผมรู้สึกว่ามันคือทุกอย่างครับ เพราะอะไร เพราะว่าเวลาที่เราเจออุปสรรค ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนอยากจะมีคนข้างตัว ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนเอง พ่อแม่ หรือเป็นคนที่ใกล้ตัวของหลาย ๆ คน แล้วแต่ว่าแต่ละคนจะเป็นใคร ซึ่งเขาเป็นส่วนสำคัญนะครับ สำหรับผมเอง คนใกล้ตัวที่เรารู้สึกว่า ไม่ว่าเราจะเจออุปสรรคอะไรก็แล้วแต่ เราจะได้กำลังใจจากเขา คนคนนั้นก็คือแฟนคลับ เรารู้สึกว่าทุกครั้งที่เราเข้าทวิตเตอร์เอง เข้าไอจีเอง เราได้เห็น บางครั้งเราไม่ได้เห็นแม้แต่ข้อความที่เขาพิมพ์อะ หรือบางครั้งมันไม่ใช่ภาษาที่เราเข้าใจ แต่เราเห็นเพียงความตั้งใจที่เขาทำรูปให้เราหนึ่งรูป ถ่ายรูปให้เราสักหนึ่งรูป หรือว่าเขียนข้อความ แค่มีรูปหัวใจอะครับ มันคือกำลังใจที่มันเกิดขึ้น โดยที่ว่าเราอาจจะอ่านไม่ออก เราอาจจะคุยกันคนละภาษานะ แต่เราพูดได้คำเดียว ความรู้สึกเดียวกันว่าเราอยู่ข้าง ๆ กันเสมอ
Madan: ก็เหมือนว่าเขาเป็นคนร่วมทาง
เซ้นต์: ถูกต้องครับ คนร่วมทางในการเดินทางครั้งนี้ของเราด้วย

ปลายทางที่เซ้นต์จินตนาการเอาไว้

เซ้นต์: ปลายทางที่จินตนาการไว้ คือแต่ละข้อมันไม่เหมือนกัน ถ้าเปรียบเสมือนปลายทางในเป้าหมาย ณ ปัจจุบัน ถ้าพูดถึงธุรกิจ ผมอยากเห็นประเทศไทยเปลี่ยนจากคำว่ากำลังพัฒนาเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เห็นเศรษฐกิจของไทยขับเคลื่อนครับ เห็นการเงินของไทยที่มันโตขึ้น หรือว่าเห็นศักยภาพต่าง ๆ ของคนไทย คนไทยเรามีความสามารถมาก แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน มันเกิดการพัฒนาหรือว่าการทำให้เกิดการยอมรับในหลาย ๆ สิ่งที่เรารู้สึกว่ามันควรจะเกิดการยอมรับ หรือมันเกิดบางสิ่งที่มันควรจจะเกิดขึ้นในไทย เพื่อให้มันมีการพัฒนา และเติบโตขึ้นไปอีก

คาดหวังกับเส้นทางใหม่ที่เลือกบ้างไหม

เซ้นต์: ในทุกเส้นทางเราคาดหวังหมดแหละครับ ผมเชื่อว่าทุกคนไม่ว่าจะทำอะไรก็อยากทำให้มันดีที่สุด เราไม่อยากให้ใครมองว่า สิ่งที่เราทำมันผิด สิ่งที่เราทำมันไม่ดี แต่ในความคาดหวังนี้เราต้องมีคำว่าเผื่อใจด้วย เราไม่ได้คาดหวังกับเขาจนเรารู้สึกว่าเขาเป็นสิ่งสุดท้ายในชีวิต แต่เราทำให้เขาเป็นสิ่งสุดท้ายในชีวิต พยายามทำสิ่งนี้ให้ดีที่สุด แต่ว่าในขณะเดียวกัน วันนึงถ้าเราล้มในสิ่งที่เราคาดหวังเราก็พร้อมที่จะลุกขึ้นมาใหม่ สิ่งนี้ที่เราเรียนรู้ มันอาจจะเป็นสิ่งที่เรารักก็ได้ หรือวันนึงเราอาจจะหมดรักก็ได้ ถูกต้องไหมครับ แต่เราก็ดีใจที่ได้เรียนรู้สิ่งนี้ และเราดีใจที่ได้เรียนรู้ว่าเราได้ใช้เวลากับมัน มีความสุขกับมัน เติบโตไปกับมัน ผมว่าสิ่งเหล่านี้มันสำคัญกว่า แล้ววันนึงเราอาจจะได้เจอกับอีกหลาย ๆ สิ่งที่เรารักหรือเราอาจจะได้เจอกับสิ่งที่ทำให้เราได้เติบโตขึ้น หรือว่าพัฒนาตัวเองมากขึ้น หรือเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้เกิดสำเร็จจากสิ่งเหล่านี้ที่เราทำ

ฝากถึงคนที่เดินร่วมทางหรือคนที่เฝ้ามองการเดินทางของเราอยู่ อยากให้เขาเหล่านั้นเดินทางไปกับเราอย่างไร

เซ้นต์: ฝากถึงคนที่ร่วมเดินทางกับผมทุก ๆ คน ผมขอนิยามการเดินทางของเราว่าครอบครัวแล้วกัน เพราะสุดท้ายการเดินทางของเราอะครับ มันคือคำว่าครอบครัวที่เราไม่รู้หรอกว่าวันนี้ครอบครัวของเราจะใหญ่ขึ้น จะเล็กลง จะมีคนเข้ามาจะมีคนออกไป แต่ข้อนึงสิ่งที่มันสำคัญคือการที่เรามีกันและกัน การที่เราอยู่ดูแลกัน เราไม่จำเป็นต้องเห็นหน้ากัน เราไม่จำเป็นต้องเจอกัน เพียงแค่เราพูดเพียงแค่ชื่อนี้เราก็รู้สึกว่ามันคือคำว่าครอบครัว ส่วนตัวผมนิยามชื่อแฟนคลับว่า ‘หมิงเอ๋อ’ ครับ ผมรู้สึกว่านี่คือครอบครัวของผมที่ ไม่ว่าเราจะมีอะไรที่แบบว่าหนัก หรือว่าจะเจอปัญหาอะไรก็แล้วแต่เรายังมีกันเสมอ เราผ่านอะไรมาด้วยกันเยอะมาก ผมดีใจที่มีทุกคน ถ้าพูดถึงขอบคุณเนี่ย ผมอยากพูดขอบคุณแบบเป็นร้อยเป็นล้านครั้งเลยอะ แต่ผมไม่รู้หรอกว่าคำว่าขอบคุณมันจะไปถึงทุกคนหรือเปล่า แต่ผมอยากให้ทุกคนรู้ว่าผมขอบคุณทุกคนเสมอ ผมดีใจที่ผมมีทุกคน ผมโชคดีที่เราได้รู้จักกัน ผมยังพูดเสมอเลยว่าเราโชคดีมากที่เรามีกันและกัน ก็ขอบคุณทุกคนจริง ๆ ครับ สิ่งที่ผมจะทำได้ มันไม่ใช่การที่ว่าเราขอบคุณเพียงอย่างเดียว มันจะพยายามพัฒนาตัวเอง ทำในสิ่งที่ทุกคนมอบความรักให้กับผมแล้ว พยายามทำมันให้ดีที่สุด พยายามทำให้ทุกคนไม่ผิดหวัง ถึงแม้ว่าระหว่างทางมันก็อาจจะมีหอกหนามมากมายที่มาทิ่มแทง แต่ว่าผมจะพยายามเดินต่อไป สู้กับหอกหนามเหล่านั้นต่อไปเรื่อย ๆ จนวันนึงได้ทำให้ทุกคนภูมิใจ ทำให้ทุกคนไม่รู้สึกผิดหวังที่ได้เดินทางร่วมกับผมครับ

เซ้นต์ ศุภพงษ์


ขอขอบคุณเครื่องแต่งกาย

เซ้นต์ สวมสูทสีขาวจาก theaterbangkok – มีวางจำหน่ายที่ ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยาม เซ็นเตอร์

Editor in Chief : Natthida Ratchawong
Producer : Ployrawee Choksuchanun
Model : Saint Suppapong
Photographer : BoydFoto Sathianpong
Graphic Design : wowweeraya
Make up : Chananwit Lertvreephat
Hair : Jatupong Chumjam
Stylist : Patipan Jaksukan
Content Creator : Aditchaya Sukprasert, Nutjari Plaingam

บทความที่เกี่ยวข้อง




Click to comment

You May Also Like

บทความบันเทิง

เปิดสมุดบันทึกความทรงจำว...

Clips

กาด เด็กดัน รับหน้าที่ปั...

บทความบันเทิง

เปิดสมุดบันทึกความทรงจำแ...

Clips

มาแข่งเกมใบ้คำกับ ‘ไบเบิ...

©copyrights 2020 Show No Limit Co., Ltd. All Rights Reserved.

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า