Connect with us

Hi, what are you looking for?

บทความบันเทิง

‘คริส พีรวัส’ ในบทเพลงและเรื่องราวที่เป็นเหมือนจุดเปลี่ยน | SONG STORY

‘คริส พีรวัส’ น้องรัก นักร้อง ของสองพิธีกร ตั้ม โดม พกซิงเกิลสุดฮิต “เจ็บเมื่อไหร่ (CALL ME)” มาฝากพร้อมกับเล่าเรื่องราวที่มาคลายปมในใจของเขา รวมไปถึงเหตุการณ์ที่เป็นเหมือนจุดเปลี่ยนในชีวิต ผ่านบทเพลงเพราะ ๆ ในรายการ ‘Song Story เพลงนี้มีเรื่อง’ ซึ่งคริสกำลังจะมีอีเวนต์ครั้งสำคัญใน ‘The Krist Elements Concert’ จะถูกจัดขึ้นในวันที่ 21 ตุลาคม 2566 นี้อีกด้วย

Song Story EP ขอต้อนรับ คริส พีรวัส

คริส: สวัสดีครับ
โดม: เฮ้ โบร๋ ๆ
คริส: สวัสดีครับผม (เดินไปหาทีมงาน)
โดม: เฮ้ย ไปไหน
คริส: สวัสดีทุกท่านครับผม หวัดดีครับ ๆ
ตั้ม: เดี๋ยว ๆ
คริส: สวัสดีครับ ๆ
ตั้ม: ทำไมเอ็งไม่สวัสดีทีมงานตั้งแต่เอ็งมาถึงแต่แรกวะ ทำไมมึงปล่อยให้เข้ารายการแล้วค่อยสวัสดี
คริส: หยิ่งไง ค่อยมาสวัสดีตอนเริ่ม
ตั้ม: อ้าว พูดเองนะ
คริส: โทษ ๆ ขอโทษครับ (หัวเราะ)
โดม: คนดังนั่งเคลียร์
คริส: หยอก ๆ ครับ หยอก
ตั้ม: จะไม่มาได้ยังไงรายการที่เกี่ยวกับร้องเพลง
โดม: ถูกต้อง
ตั้ม: Song Story แบบนี้ น้องรักนักร้องก็ต้องมา
คริส: เอ้ย
โดม: หลาย ๆ คนก็เห็นมาในโซเชียลเวลาเราเรียกกัน เราเรียกโบร๋ ๆ โบร๋ อันนี้เป็นคําติดปากเลยนะ
คริส: คำติดปาก ที่เราเรียกกัน
โดม: ต้องการจะได้บอกว่าเรา สนิทสนมกันก็จริง แต่ว่ายังมีหลายเรื่องหลายแง่มุมที่บางทีเราก็อาจจะยังไม่ได้เคยคุยหรือเคยพูดถึง ซึ่งวันนี้เนี่ย เอาจริง ๆ ตั้มก็อยู่กับพี่คริสบ่อย แต่ผมก็เป็นคนนึงที่อยากรู้เหมือนกันว่า คริสเองยังมีมุมไหนอีกบ้างที่ให้เรามาคุยกันวันนี้

‘คริส พีรวัส’ แจ้งเกิดมาจากซีรีส์ ‘พี่ว้ากตัวร้ายกับนายปีหนึ่ง Sotus the series’

โดม: เป็นงานแจ้งเกิดเลยเนอะ
คริส: ใช่ครับ
โดม: กี่ปีที่แล้วอะพี่คริส
คริส: ประมาณเกือบ ๆ 8 ปีแล้วครับ ใช่ครับ ตั้งแต่ซีรีส์เรื่องแรก ที่เข้ามาอยู่ที่แกรมมี่ครับ
ตั้ม: ตอนนั้นเราได้ฉายความแบบ เป็นนักร้อง ความชื่นชอบร้องเพลง ความเป็นศิลปินในตัวเราบ้างไหมช่วงนั้น
คริส: ไม่เลยครับ ไม่เลย ตอนนั้นเป็นนักแสดงอย่างเดียวครับ แล้วก็ตอนนั้นเล่นดนตรีเป็นอย่างเดียว คือตีกลอง แล้วก็กีตาร์นิด ๆ หน่อย ๆ ไม่เก่งด้วยครับ แล้วก็ด้วยความที่พอ Sotus the series มันออนแอร์ปุ๊บ มันมีโอกาสให้ผมกับพี่สิง (สิงโต ปราชญา) ได้ไปร่วมงานร้องเพลงตามที่ต่าง ๆ บ้าง ไปร่วมงานเปิดตัวนู่นนี่นั่น หรือว่าไปมีแฟนมีตติงที่ต่างประเทศบ้าง หรือในไทยบ้างอะไรอย่างนี้ครับ มันเลยกลายเป็นว่าพวกผมต้องถูกบังคับให้ร้องเพลง ทั้งผมและพี่สิงเลย

ตั้ม: ซึ่งตอนนั้นไม่เคยมีความฝันหรือไม่เคยมีภาพว่าจะต้องมีซิงเกิลเป็นของตัวเอง
คริส: โอ้โห้ ไม่เลยครับ ตอนเด็กอะ เวลาถามกันว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร อะไรอย่างเนี้ย ผมก็ตอบแค่อยากเป็นมือกลอง อยากเป็นนักดนตรี คืออยู่ข้างหลังไม่เคยคิดว่าจะมาจับไมค์ร้องเพลง ไม่เคยครับ แต่ว่าพอได้เข้ามาทํางานในวงการเนี่ยแหละ พอเราได้ไปร่วมงานในที่ต่าง ๆ แล้วเขาต้องให้เราร้องเพลงจริง ๆ อะไรอย่างเนี้ยครับ ผมรู้สึกว่าเออมันน่าอายนะ ถ้าเกิดว่าร้องแล้วเพี้ยนบ้างอะไรอย่างเงี้ย ก็เลยไปเรียนร้องเพลง
ตั้ม: อ๋อไปเรียน
คริส: ไปเรียนเลยครับ ทางค่ายเขาก็พาไปเรียน แล้วก็เหมือนก็ได้ร้องเพลงตามที่ร่วมงานต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ ไปจนเขาเห็นว่า ผมอะน่าจะพอร้องเพลงได้ เออ ก็เลยลองปล่อยซิงเกิลแรกออกมาครับ ซึ่งซิงเกิลแรกคือ “ประตู อากาศ และวันดีดี” นั่นแหละ
ตั้ม: ซึ่งตอนนั้นเรารู้สึกว่าเราชื่นชอบ แล้วก็รักมันยัง ในการร้องเพลง
คริส: ตอนแรกยังไม่ค่อยมั่นใจครับพี่เพราะรู้ว่าตัวเอง สกิลการร้องเพลงที่ไม่ได้ดีมาก ณ ตอนนั้นอะไรอย่างเนี้ยครับ แต่ว่าพอมันผ่านเวลาไปเรื่อย ๆ พอได้ร้องเรื่อย ๆ อะเริ่มชอบ เริ่มสนุกกับการได้เอนเตอร์เทนคนได้เล่นกับแฟนคลับอะไรอย่างเนี้ยครับ เพราะถ้าเวลาเล่นดนตรีอยู่ข้างหลังอะ คือเราเล่นกับคนดูไม่ได้ไง

ตั้ม: ก็คือว่าตอนนั้นก็ เราก็เริ่มร้องเพลง ก็เริ่มมีความชอบมากขึ้น
คริส: ชอบขึ้นเรื่อย ๆ เลยครับพี่
โดม: แต่สไตล์ที่ร้องตอนนั้นจริง ๆ แล้วมันก็เป็นแบบ Easy Listening
คริส: เป็นป๊อปเลยครับ
โดม: ซึ่งจริง ๆ อะเราก็จะเห็นภาพนั้นมาอยู่มาเรื่อย ๆ แต่มันมีอยู่วันหนึ่งที่ผมได้มีโอกาสไปรายการ ‘THE STAR IDOL’ ตอนนั้น ที่พี่คริสเป็นพิธีกร แล้วเราก็เลยได้เห็นว่าจริง ๆ แล้วเขาเป็นคนเขียนแรป
คริส: อ๋า เขียนแรป โห วันนั้นผมดีใจมากเลยอะ
โดม: เพิ่มท่อนเข้าไปในเพลงที่เขาต้องร้องโชว์ในวันนั้น
ตั้ม: แล้วร้องเพลงเพราะสําหรับเรา เอ้ย คริส พีรวัส มันร้องเพลงเพราะวะ
โดม: คือพาร์ตร้องเพลงเราเห็นแล้วแหละว่าเขาปล่อยซิงเกิลออกมาแต่ว่า พาร์ตแรปอะ เราเซอร์ไพรส์มากในวันนั้นที่เห็นคริสอะเขียนแรปเอง แล้วก็แรปแบบรัวมาก รัวเป็นแบบว่า เป็นหน้ากระดาษเลยอะ
ตั้ม: จน ณ วันเนี้ยเราเคยมีโอกาสคุยกับคริส คริสมันก็มีภาพความเป็นศิลปินในหัวมันมากขึ้น มันอยากมีเพลงให้คนแบบจําเพื่อจะไปร้องในคอนเสิร์ตแล้วเฮ้ย นี่คือเพลงของฉันแบบภาคภูมิใจมันโด่งดังอะไรอย่างเนี้ย

คริส: แต่ครั้งแรกคือตอนที่ผมมีโอกาสได้ไปเล่นที่ Big Mountain ปีแรก แล้วตอนนั้นผมรู้สึกว่าผมเสียความมั่นใจในตัวเองหายไปหมดเลย เพราะว่าเราไปคิดมากว่าคนที่มาดูรอบเนี้ย เป็นคนที่เขามาตามศิลปินที่เป็นไลน์อัปทั้งหมด อะไรอย่างเนี้ยครับ แล้วเรารู้สึกว่าถ้าเกิดว่าเราหยิบเพลงที่เราแต่งเอง หรือเป็นเพลงของเราที่ ผมว่าพวกเขาไม่รู้จักอะ ผมก็เลยกลัวว่าถ้าเกิดเราเล่นน่ะ เขากําลังสนุกอยู่กับศิลปินก่อนหน้า แต่พอมาเป็นไลน์อัปเราปุ๊บ ผมกลัวมันเป็นจังหวะที่เขาลุกไปเข้าห้องน้ํา คือแบบว่า เออเพลงอะไรไม่รู้จักอะ งั้นเดี๋ยวพักก่อนแล้วกันอะไรอย่างเนี้ย มันก็เลยกลายเป็นว่าผมไม่มีความมั่นใจเลย ที่จะเอาเพลงตัวเองอะไปร้องในงานเฟสติวัล หรือว่าเป็นงานที่มีแฟนคลับจากหลาย ๆ ที่
โดม: ครับ
คริส: กลายเป็นว่าอยากหยิบเพลงแมสมาเป็นเพลง Bodyslam บ้าง Potato บ้าง เพราะหวังว่าถ้าเกิดเราเล่นเพลงพวกเนี้ย ยังไงพวกเขาก็สนุก คือไม่อยากให้เขามาไม่สนุก ที่เรา อะไรอย่างเนี้ย ก็เริ่มมีความรู้สึกอย่างนี้เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ครับ
ตั้ม: ซึ่งมันก็กลายเป็นว่าเราจะติดไปในทุกคอนเสิร์ตที่ไม่ได้มีแต่แฟนคลับเราป้ะ
โดม: พยายามจะหาเพลงที่แบบว่า อยากให้ทุกคนแฮปปี้กับอะไรอย่างนี้ อืม อยากให้ทุกคนสนุก ร้องตามได้อะไรอย่างเนี้ย ก็เลยเป็นกังวลเรื่องนี้
คริส: ใช่ ก็เลยไม่ ๆ แทบจะไม่เคยหยิบเพลงตัวเองไปใช้เลย จนมีแนวคิดหนึ่งที่ตอนนั้นเคยคุยกับพี่แกง (แกงส้ม ธนทัต) ที่พี่แกงมาดู RISER MUSIC แล้วเนี่ย คุยกับพี่แกงว่าผมจะไม่ใช้เพลงตัวเอง ขึ้นคอนเสิร์ต ‘OCTOPOP’ เลยนะ ‘OCTOPOP’ จะไม่มีเพลงผมเลย
โดม: อืม
คริส: แล้วตอนนั้นผมก็เถียงกับพี่แกงนานมาก พี่แกงบอก เฮ้ย ทําไมล่ะ เราจะเป็นศิลปินทําไมไม่ใช้เพลงตัวเอง ถือว่าเป็นการโปรโมตเพลงตัวเองแล้วให้คนไปฟังต่อใน Youtube อะไรอย่างเนี้ย ว่าเอ้ยผมไม่ต้องการเลยเว้ย ผมแค่กลัวว่าคนดูแม่งไม่สนุก ผมไม่เอาเพลงตัวเอง ยังไงผมก็ดื้อและผมไม่เอาเพลงตัวเองเท่านั้น อะไรอย่างเงี้ยครับ จะเอาแต่เพลงคนอื่นที่แมส ๆ แล้วเขาจะได้สนุก อะไรอย่างเงี้ยครับ
โดม: ซึ่งผลวันนั้นคือจริง ๆ แล้วพอเราขึ้นไปปุ๊บ
คริส: ก็กลายเป็นว่าสิ่งที่ผมคิดมามันก็ถูกนะที่ว่า เออพอเราเล่นเพลงอะไรทุกคนเขาแบบ โอ๊ย สนุกมาก มาก อะไรอย่างเงี้ยครับ แต่ก็เริ่มตั้งคําถามเหมือนกัน แล้วไงต่อ แล้วเขาจะรู้จักกูมากขึ้นไหม
ตั้ม: เขาก็แค่มาสนุก แล้วถ้าใครอยากไปฟังเพลงของเราต่อมันจะไปยังไง
คริส: อืม จะไปยังไง อะไรอย่างเนี้ย ก็คงร้องเพลงคนอื่นเสร็จ แล้วก็บอกกับทุก ๆ คนว่า เดี๋ยวผมมีเพลงตัวเองด้วยนะ ชื่อเพลง “นอนไม่พอ” ไปฟังใน Youtube ด้วย วันนี้ไม่ได้เล่น เป็นอย่างนั้นไป
โดม: โอกาสที่มันเสียไป ในการขึ้นเวที ในมุมที่คริสรู้สึกในตอนนั้น
ตั้ม: จนวันนี้ มันก็มีเพลง ๆ นึงที่เรารู้สึกว่า เพลงนี้แหละ เราภาคภูมิใจเป็นเพลงของเราเองที่เราจะสามารถ ขึ้นไปร้องบนเวทีแล้ว คนจะร้องตามกันได้แบบมหาชน
โดม: ไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่ จะเป็นแฟนคลับที่ตามเรามาตั้งแต่แรก หรือจะเป็นคนที่เดินผ่านไปผ่านมา ได้ยินเพลงนี้ปุ๊บ ต้องรู้จักแน่
คริส: ก็คือเพลง “เจ็บเมื่อไหร่ (CALL ME)” นั่นเองครับ คือจริง ๆ เพลงเนี้ยต้องขอบคุณน้อง ๆ วง MINDY มาก ๆ ผมจะยังคงขอบคุณเขาไปเรื่อย ๆ เพราะว่า เป็นเพราะน้อง ๆ เลยทําให้คนรู้จักเพลงนี้ครับ เพราะว่าตอนแรกเพลงเนี้ยปล่อยออกมา พวกผมก็คิดท่าเต้นไว้แล้วนะ เจ็บเมื่อไหร่ก็โทรมานะโทรมา อะไรอย่างเนี้ย เป็นท่าเต้น TikTok ง่าย ๆ
โดม: ครับ แต่ว่าสุดท้ายมันไม่ได้มีใครเอาไปเต้นตามอะไรอย่างเนี้ยครับ จนน้อง ๆ อะ เขาเอาไปเต้นเลื้อย แล้วกลายเป็นสาวสาวชอบ
โดม: อืม ก็กลายเป็นว่าเท่าที่ผมดูล่าสุดเมื่อหลายเดือนที่แล้วนะครับ ยอดค้นหาของเพลง “เจ็บเมื่อไหร่ (CALL ME)” คอมเมนต์ใน TikTok อะ จริง ๆ มันก็เกิน 100 ล้านแล้วนะพี่
โดม: หู้ว แต่เป็นแค่ยอดเสิร์ชนะ เป็นแบบ 100 กว่าล้านการเสิร์ชหา
โดม หูย นี่คือแค่การเสิร์ชก็เป็น 100 กว่าล้าน

คริส: การเสิร์ชเฉย ๆ ยังไม่รวมยอดดู ที่พอเราเสิร์ชไปปุ๊บไปเจอ มันก็น่าจะเป็นอีกยอดนึงอีกอะ อันเนี้ยไม่แน่ใจเหมือนกันแค่รู้ว่าแบบยอดเสิร์ชมันไปถึงตรงนั้น เราใจฟูมากนะพี่ ซึ่งก็จะรีเช็คจากการที่แบบผมได้ไปร่วมงานอีกนั่นแหละ แล้วเราเอาเพลงเนี้ยร้องเลย ต้องมีเพลงนี้ทุกครั้งอะไรเนี้ยครับ มีบางงานเค้าเชิญอินฟลูเอนเซอร์มาอะไรเงี้ย ผมก็จะเช็คว่าปากอินฟลูเอนเซอร์เขาขยับตามผมไหมว่าแบบ
ตั้ม: เออ ๆ ร้องตามเรารึเปล่า
คริส: คือแค่เขาขยับนิดเดียวผมใจฟูเลยนะ ใจเราฟูว่าพอเขาร้องตามแบบขยับปากตามเนื้อเพลงเราได้เราดีใจมาก แล้วก็ได้ไปร่วมงานเฟสติวัลที่ประเทศจีนครับ ซึ่งอันนั้นน่ะคือตัวชาเลนจ์ผมเลย เพราะว่าที่ประเทศจีนนั้นก็มีไลน์อัปศิลปินจีนเยอะมากอะไรอย่างเนี้ยครับ ผมไม่คิดว่าแฟน ๆ ที่จีนเขาจะร้องเพลง “เจ็บเมื่อไหร่ (CALL ME)” ได้ แล้วเขาร้องกันได้เสียงดังมากครับ มันเลยกลายเป็นแบบ โอเค ที่ผมเคยแบบ ไม่กล้า ๆ เหมือนมีอะไรติดอยู่ในใจเรื่องนี้
โดม: เออ มันเหมือนเป็นปมบางอย่างนะ
คริส: เอาจริง ๆ แล้วอะครับ แต่ว่าพอมันมีเพลงนี้ออกมา ผมว่ามันจะแก้ปมในใจผมได้เยอะเลยอะครับ

เหตุการณ์ที่สำคัญที่เป็นเปลี่ยนสำคัญของคริส

“เจ็บเมื่อไหร่ (CALL ME)” บทเพลงที่คลายปมในใจของ ‘คริส พีรวัส’ จากที่คนที่ไม่มั่นใจในการร้องเพลงของตัวเอง สู่การเป็นศิลปินแบบเต็มตัว และเหตุการณ์ที่คลายปมในใจของเขา โดยเล่าผ่านบทเพลง “พิจารณา (Consider)”

บทความที่เกี่ยวข้อง

Click to comment

You May Also Like

Daily Update

เรียกว่าได้รับความสุขกัน...

Clips

‘Song Story เพลงนี้มีเรื...

Clips

วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม...

©copyrights 2020 Show No Limit Co., Ltd. All Rights Reserved.

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึก